Quantity Theory of Money คืออะไร

Quantity Theory of Money คืออะไร

Quantity Theory of Money คืออะไร ซึ่งเศรษฐศาสตร์ทางการเงิน ถือเป็นสาขาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับเงิน ที่แตกต่างกัน ซึ่งหนึ่งในงานวิจัยหลัก สำหรับเศรษฐศาสตร์ของสาขานี้ คือ ทฤษฎีปริมาณเงิน โดยตามทฤษฎีปริมาณเงินระดับราคาทั่วไปของสินค้า และบริการ

เป็นสัดส่วนกับปริมาณเงิน ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่ทฤษฎีนี้ ได้กำหนดขึ้น โดยนักคณิตศาสตร์ ของชาวโปแลนด์ คือ Nicolaus Copernicus ในปี 1517 นักเศรษฐศาสตร์ คือ Milton Friedman และ Anna Schwartz ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา ซึ่งหลังจากมีการตีพิมพ์หนังสือ “A Monetary History of the United States, 1867-1960” ในปี พ. ศ. 2506

โดยตามทฤษฎีของปริมาณเงิน ซึ่งหากจำนวนเงินในระบบเศรษฐกิจได้มีการเพิ่มขึ้น เป็นสองเท่า ระดับของราคาก็จะเพิ่มขึ้น เป็นสองเท่าเช่นกัน

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ผู้บริโภค จะต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่า สำหรับสินค้า และบริการจำนวนเท่า ๆ กัน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของระดับราคานี้ จะส่งผลกระทบให้ระดับเงินเฟ้อสูงขึ้นในที่สุด โดยอัตราเงินเฟ้อ ได้เป็นตัวชี้วัดอัตราการเพิ่มขึ้น ของราคาสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจนั่นเอง

Quantity Theory of Money นั้นคืออะไร

โดย Quantity Theory of Money หรือ ทฤษฎีปริมาณเงิน ซึ่งทฤษฎีปริมาณเงิน ยังถือได้ว่า เป็นปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินจะมีการส่งผลให้ระดับราคานั้น มีการเปลี่ยนแปลง

หรืออุปทานของสินค้า และบริการเหล้่านั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือทั้งสองอย่าง นอกเหนือจากนี้ ทฤษฎีนี้ ยังถือได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลง ปริมาณเงิน เป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายอีกด้วย

อีกหนึ่งเหตุผลของสมมติฐานเหล่านี้ ก็คือ มูลค่าของเงิน ได้ถูกกำหนดขึ้น โดยจำนวนเงินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน ได้ส่งผลกระทบให้มูลค่าของเงินลดลง เนื่องจาก ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย

และเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น กำลังซื้อก็จะลดลงตามลำดับ ซึ่งกำลังซื้อ คือ มูลค่าของสกุลเงิน ที่แสดงในรูปของจำนวนของสินค้า หรือบริการ ที่หน่วยเงินตราหนึ่งหน่วยสามารถซื้อได้ และเมื่ออำนาจการซื้อ ของหน่วยสกุลเงินลดลง จำเป็นต้องใช้หน่วยสกุลเงินมากขึ้น เพื่อซื้อสินค้า หรือบริการ ในปริมาณที่เท่ากันอีกด้วย

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ในปี 1970 และ 1980 ทฤษฎีปริมาณเงิน ได้มีความเกี่ยวข้องมากขึ้น หรือมีบทบาทมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของ monetarism ในเศรษฐศาสตร์การเงิน ซึ่งวิธีการหลัก ในการบรรลุเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คือ การควบคุมปริมาณเงิน

ตามหลักการสร้างรายได้ และทฤษฎีการเงิน การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินเป็นพลังหลัก ที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลจึงควรดำเนินนโยบาย ที่มีอิทธิพลต่อปริมาณเงิน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เนื่องจาก การให้ความสำคัญกับปริมาณเงิน ที่กำหนดมูลค่าของเงินทฤษฎีปริมาณเงิน จึงเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องการสร้างรายได้ และจากข้อมูลของ monetarists โดยการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของปริมาณเงิน สามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของอัตราเงินเฟ้อ

เนื่องจาก เมื่อการเติบโตของเงินสูงกว่า การเติบโตของผลผลิต ทางเศรษฐกิจ มีเงินสำรองมากเกินไป ในการผลิตสินค้า และบริการน้อยเกินไป เพื่อควบคุมระดับเงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่การเติบโตของปริมาณเงินจะต่ำกว่า การเติบโตของผลผลิตทางเศรษฐกิจ

Quantity Theory of Money คืออะไร

เมื่อนักพัฒนา หรือบุคคลที่มีการสร้างรายได้ กำลังพิจารณาหาแนวทาง หรือวิธีการแก้ไขปัญหา สำหรับเศรษฐกิจ ที่ผันผวน ซึ่งต้องการระดับการผลิตที่เพิ่มขึ้น นักพัฒนา หรือนักสร้างรายได้บางราย อาจแนะนำให้เพิ่มปริมาณเงิน เพื่อเป็นการกระตุ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะยาว ของนโยบายการเงิน ไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแน่ชัด ดังนั้น นักพัฒนา หรือนักสร้างรายได้จำนวนมาก จึงเชื่อว่า ปริมาณเงินควรอยู่ในแบนด์วิดท์ ที่ยอมรับได้ เพื่อให้สามารถควบคุมระดับเงินเฟ้อได้

แทนที่จะให้รัฐบาลปรับนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้จ่าย และระดับการเก็บภาษีของรัฐบาลนักสร้างรายได้ แนะนำให้ปล่อยนโยบาย ที่ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อ เช่น การลดปริมาณเงินลงทีละน้อย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไปสู่การจ้างงานเต็มรูปแบบ

นักเศรษฐศาสตร์ ของเคนส์หลายคน ยังคงวิพากษ์วิจารณ์หลักการพื้นฐานของทฤษฎีปริมาณเงิน และการสร้างรายได้ และท้าทายการยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจที่พยายามที่จะมีอิทธิพล ต่อปริมาณเงินเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการจัดการกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์ ของเคนส์ เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ใช้เป็นหลัก เพื่ออ้างถึงความเชื่อที่ว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายการรักษาเสถียรภาพของนักเคลื่อนไหว และการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่ออุปสงค์ โดยรวม และบรรลุผลทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด

โดย John Maynard Keynes เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ชาวอังกฤษ ผู้ที่พัฒนาทฤษฎีนี้ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยของเขา ที่พยายามทำความเข้าใจสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในเวลานั้นเคนส์ สนับสนุนการตอบสนองของรัฐบาล ต่อภาวะซึมเศร้าของโลก ที่จะทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มการใช้จ่าย และลดภาษี เพื่อกระตุ้นอุปสงค์และดึงเศรษฐกิจโลกออกจากภาวะซึมเศร้า

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เคนส์ ยังได้ท้าทายทฤษฎีปริมาณเงิน โดยกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินนำไปสู่การลดลงของความเร็ว ในการหมุนเวียน และรายได้ที่แท้จริงนั่นคือการไหลเวียนของเงินไปยังปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ความเร็วของการหมุนเวียน อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน ในช่วงหลายปีที่เคนส์ ได้โต้แย้งเช่นนี้ นักเศรษฐศาสตร์คนอื่น ๆ ได้พิสูจน์แล้วว่าการโต้แย้งของเคนส์กับทฤษฎีปริมาณเงินนั้นถูกต้อง

หลักการบางประการของ monetarism กลายเป็นที่นิยมอย่างมาก ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทั้งในสหรัฐอเมริกา และผู้นำสหราชอาณาจักรในทั้งสองประเทศนี้เช่น Margaret Thatcher และ Ronald Reagan พยายามที่จะใช้หลักการของทฤษฎี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตของเงินสำหรับ เศรษฐกิจของประเทศของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปมีการเปิดเผยว่าการยึดมั่นอย่างเข้มงวดกับปริมาณเงินที่มีการควบคุม ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสำหรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจนั่นเอง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานอย่างไร

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานอย่างไร

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานอย่างไร โดย Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นคำศัพท์ใหม่ ในโลกแห่งเทคโนโลยี ที่ได้ถูกกำหนดให้มีการเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนรุ่นใหม่ หรือรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต

แต่ AI คืออะไร และ AI ทำงานอย่างไร? หลายคนคงอาจจะยังไม่รู้ และไม่เข้าใจอย่างถี่ถ้วน แต่ก็มีหลายคนที่กำลังอาจจะโต้ตอบกับ AI เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว รวมถึงสมาร์ทโฟน ไปจนถึงแชทบอท AI นั้น ได้แพร่หลายในหลาย ๆ ด้าน ในชีวิตของประจำวันของเราอยู่แล้ว

และการลงทุนที่เพิ่มขึ้น หรือการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น ในพื้นที่องค์กร ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ตลาดงานกำลังร้อนขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างไร และ AI น่าจะเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นที่สุด ที่เรากำลังประสบในฐานะมนุษย์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ กับการสร้างเครื่องจักรอัจฉริยะที่ทำงาน และตอบสนองเหมือนมนุษย์นั่นเอง

ประเภทของ AI

1. Reactive Machines หรือ เครื่องตอบสนอง

ซึ่ง AI ประเภทนี้ มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างแท้จริง และไม่มีความสามารถในการสร้าง ‘ความทรงจำ’ หรือใช้ ‘ประสบการณ์ในอดีต’ ในการตัดสินใจ เครื่องจักรเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะ ตัวอย่างเช่นเครื่องชงกาแฟ ที่ตั้งโปรแกรมได้ หรือเครื่องซักผ้าที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ แต่ไม่มีหน่วยความจำ

2. Limited Memory AI หรือ AI หน่วยความจำจำกัด

โดย AI ประเภทนี้ ใช้ประสบการณ์ในอดีต และข้อมูลปัจจุบันในการตัดสินใจ หน่วยความจำที่จำกัด หมายความว่า เครื่องจักรไม่ได้มีแนวคิดใหม่ ๆ พวกเขามีโปรแกรมในตัวที่เรียกใช้หน่วยความจำ ทำการเขียนโปรแกรมใหม่ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงในเครื่อง ดังกล่าว รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเป็นตัวอย่างของ AI ที่มีหน่วยความจำ จำกัด

3. Theory of Mind หรือ ทฤษฎีของจิตใจ

เครื่องจักร AI เหล่านี้ สามารถเข้าสังคม และเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ และจะมีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมลักษณะใบหน้าเป็นต้นเครื่องที่มีความสามารถดังกล่าว ยังไม่ได้รับการพัฒนา มีงานวิจัยมากมายที่เกิดขึ้นกับ AI ประเภทนี้

4. Self-Awareness หรือ การตระหนักรู้ในตนเอง

นี่คืออนาคตของ AI โดย เครื่องจักรเหล่านี้ จะฉลาดมาก มีความรู้สึก และมีสติ พวกเขาสามารถตอบสนองได้มากเหมือนมนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะมีคุณลักษณะของตัวเองก็ตาม

Implementing AI หรือ การเรียนรู้ของเครื่อง

เป็นการเรียนรู้ของเครื่อง ที่ช่วยให้ AI สามารถเรียนรู้ได้ ทำได้โดยใช้อัลกอริทึมเพื่อค้นหารูปแบบ และสร้างข้อมูลเชิงลึก จากข้อมูลที่พวกเขาเปิดเผย

Deep Learning หรือ การเรียนรู้เชิงลึก

การเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งเป็นหมวดหมู่ย่อยของการเรียนรู้ของเครื่อง ทำให้ AI มีความสามารถในการเลียนแบบเครือข่ายประสาทของสมองมนุษย์ อาจทำให้เข้าใจถึงรูปแบบเสียงรบกวน และแหล่งที่มาของความสับสนในข้อมูล

การแยกภาพประเภทต่าง ๆ โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก เครื่องจะผ่านคุณสมบัติต่าง ๆ ของภาพถ่าย และแยกความแตกต่าง ด้วยกระบวนการ ที่เรียกว่า การแยกคุณลักษณะ ตามคุณสมบัติของภาพถ่ายแต่ละภาพ เครื่องจะแยกภาพเหล่านั้นออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น แนวนอนของภาพบุคคล หรืออื่น ๆ

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานอย่างไร

AI ทำงานอย่างไร 

แอปพลิเคชัน AI ทั่วไป ที่เราเห็นในปัจจุบัน คือ การสลับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านโดยอัตโนมัติ เมื่อคุณเข้าไปในห้องมืด เซ็นเซอร์ในห้องจะตรวจจับการมีอยู่ของคุณ และเปิดไฟ นี่คือตัวอย่างของเครื่องที่ไม่ใช่หน่วยความจำ โปรแกรม AI ขั้นสูงบางโปรแกรม ยังสามารถทำนายรูปแบบการใช้งานของคุณและเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนที่คุณจะให้คำแนะนำอย่างชัดเจน

โปรแกรม AI บางโปรแกรมสามารถระบุเสียงของคุณ และดำเนินการตามนั้นได้ หากคุณพูดว่า“ เปิดทีวี” เซ็นเซอร์เสียงบนทีวี จะตรวจจับเสียงของคุณ และเปิดขึ้น ด้วยดองเกิลของ Google และ Google Home Mini คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ทุกวัน และยังช่วยสอนปัญญาประดิษฐ์ในกรณีการใช้ AI ในการดูแลสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม AI มีกรณีการใช้งานที่น่าทึ่งมากมาย จากการประยุกต์ใช้ AI ในด้านการดูแลสุขภาพ คำแถลงปัญหา คือ การทำนายว่าบุคคลนั้น เป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับผู้ป่วย ถูกใช้เป็นข้อมูลสำหรับกรณีนี้ ซึ่งข้อมูลนี้อาจรวมถึง จำนวนการตั้งครรภ์ (ถ้าเป็นหญิง) ความเข้มข้นของกลูโคส ความดันโลหิต อายุ  และระดับอินซูลิน เป็นต้น

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

SafeMoon คืออะไร

SafeMoon คืออะไร

SafeMoon คืออะไร หลายคนคงสงสัยว่า SafeMoon นี้คืออะไร ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ถูกค้นหามากที่สุดใน Google เลยก็ว่าได้ เนื่องจากปัจจุบันความคลั่งไคล้ในสกุลเงินดิจิทัลกำลังเกิดขึ้น และได้รับแรงบันดาลใจจากดวงจันทร์เข้าครอบงำโซเชียลมีเดีย

ซึ่ง SafeMoon ได้เป็นโทเค็น DeFi DeFi โดยเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “การเงินแบบกระจายอำนาจ” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดิจิทัล ที่พยายามตัดสถาบันที่มีอำนาจผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เช่นธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ นั่นเอง

และ SafeMoon ถือว่าเป็นน้องใหม่ของโลก cryptocurrency เลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ หรือสกุลเงินดิจิตอลที่ได้จัดตั้งขึ้นมา เช่น Bitcoin และ Dogecoin ซึ่งโทเค็น DeFi ได้มีการเปิดตัวสู่ตลาดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง แม้ว่ายังเป็นน้องใหม่อยู่ แต่ SafeMoon ก็เป็นที่รู้จัก หรือมีการพูดถึงอยู่อย่างแพร่หลายเช่นกัน

โดย SafeMoon ได้มีการเปิดตัวขึ้น เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่พยายามจะเข้าเติมเต็มระบบทางการเงินแบบกระจายอำนาจ เช่นเดียวกับ Dogecoin, Bitcoin และ Ethereum นั่นเอง

ซึ่ง SafeMoon มีการทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่ง blockchain คือ บัญชีแยกประเภทสาธารณะ ที่ใช้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ ที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับทุกธุรกรรม ซึ่งกระบวนการรักษาความปลอดภัย และการตรวจสอบธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ เรียกว่า “การขุด” นั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาการขาดแคลนกราฟิกการ์ด ในปัจจุบันนั้นได้เกิดจากอุตสาหกรรมบล็อกเชน และกราฟิกการ์ดมีความสำคัญสำหรับการคำนวณอัลกอริทึม ที่ซับซ้อนบนบล็อกเชนอีกด้วย

และความแตกต่างของ SafeMoon กับ โทเค็น DeFi อื่น ๆ ก็คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 10% จากผู้ขาย และการแจกจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ให้กับผู้ถือรายอื่น เพื่อจูงใจในการซื้อ และถือครอง

ซึ่งจะเห็นว่า SafeMoon พยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในอุตสาหกรรม cryptocurrency นั่นคือ ความมักง่ายของนักลงทุน ที่ทำการขายก่อนกำหนด และความผันผวนที่รุนแรง และด้วยปัญหานี้ทีม ทางงาน SafeMoon จึงหวังว่าค่าธรรมเนียม 10% ลดปัญหาผู้ถือ SafeMoon จากการขายก่อนกำหนดนั่นเอง

วิธีซื้อ SafeMoon

สำหรับการซื้อ SafeMoon สามารถซื้อได้บน Coinbase และนักลงทุนจะต้องซื้อ SafeMoon จากการแลกเปลี่ยนหนึ่งในสี่รายการ คือ PancakeSwap , BitMart , Gate.io และ WhiteBit PancakeSwap ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการซื้อ SafeMoon อีกด้วย

และการซื้อ SafeMoon เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างจะซับซ้อน เนื่องจากนักลงทุนจะต้องซื้อ BNB (BinanceCoin) และแปลงเป็น SmartChain ก่อน จึงจะสามารถได้รับโทเค็น SafeMoon ถึงแม้ว่ากระบวนการจะซับซ้อน แต่ก็มีคู่มือ และวิธีการที่จะสามารถทำตามได้ง่าย ๆ เกี่ยวกับวิธีซื้อ SafeMoon ตามสื่อต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดตามได้ในกระทู้ต่อไป

SafeMoon คืออะไร

SafeMoon เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยหรือไม่

จะเห็นว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม SafeMoon ซื้อขายที่ 0.000000073 ดอลลาร์ และในหนึ่งเดือนต่อมา SafeMoon ได้ทำสถิติสูงสุดถึง $ 0.000014 ซึ่งได้เพิ่มขึ้นมากถึง 19,078% แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น $ 0.000014 คือค่าสูงสุด

แต่ SafeMoon ในตอนนี้มีการซื้อขายที่ $ 0.000008 ซึ่งหลายคนก็คงคิดว่า SafeMoon จะมีการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นเหมือน Dogecoin ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่เห็นต่าง และคิดว่ายอดอาจต่ำลงก็ได้ ซึ่งบางคนถึงกับเรียก SafeMoon ว่า “โครงการ Ponzi”

โดยโครงการ Ponzi เป็นการหลอกลวงการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนรุ่นก่อนหน้า โดยการรับเงินจากนักลงทุนในภายหลัง ซึ่งผู้ที่คลางแคลง หรือฟังดูคล้ายกับการกำหนดค่าธรรมเนียมผู้ขาย 10% ของ SafeMoon นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน cryptocurrency เตือนว่า SafeMoon ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลายคนใช้สกุลเงินดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการลงทุน โดยหวังว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้น และเพิ่ม ROI แบบทวีคูณ ผู้สนับสนุน SafeMoon หลายคน มีความรู้สึกเดียวกัน สำหรับโทเค็น DeFi ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดวงจันทร์ มันเป็นเพียงเครื่องมือทางการลงทุนที่ “มีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนสูง”

ซึ่ง SafeMoon เป็นสินทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจาก ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโลกสกุลเงินดิจิทัล แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า SafeMoon จะมีศักยภาพในการเติบโต หรือมันอาจพัง และจบลงได้อย่างรวดเร็วก็เป็นได้

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

ผู้ก่อตั้ง Ethereum คือใคร

ผู้ก่อตั้ง Ethereum คือใคร

ผู้ก่อตั้ง Ethereum คือใคร ซึ่ง Ethereum เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุด ด้านอุตสาหกรรมการเข้ารหัสลับ เช่นเดียวกับ Bitcoin เครือข่ายของ blockchain นี้ ได้จุดประกายการเคลื่อนไหวที่สำคัญบางอย่าง ที่ทำให้ crypto และ blockchain เข้าถึง หรือได้เข้าใกล้กับการยอมรับของกระแสหลักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Ethereum มีความแตกต่างจาก Bitcoin ตรงที่มาพร้อมกับการประมวลผลที่หลากหลาย และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนแอพพลิเคชั่น บล็อกเชนได้แบบหลากหลายนั่นเอง

และการตัดสินใจทางสถาปัตยกรรมนี้ ได้กระตุ้นให้เกิดกรณีการใช้งานที่น่าสนใจ และการประสบความสำเร็จ รวมถึงการกระจายอำนาจทางการเงิน ( DeFi ) และโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ( NFT ) ดังนั้น คุณอาจเริ่มเห็นภาพระดับความฉลาด ที่ก่อกำเนิดที่มีนวัตกรรมขั้นสูงนี้

ซึ่งก็มีหลายคนได้ตั้งคำถามหรือข้อสงสัยว่า ผู้ก่อตั้ง Ethereum คือใคร และวิธีที่พวกเขามองเห็นนี้ ได้มีการวางแนวคิด และนำแนวคิดของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก มาใช้สำหรับแอปพลิเคชันบล็อกเชนนั่นเอง

ใครคือผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum

ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา Vitalik Buterin ได้เตรียมความพร้อมให้กับนักพัฒนา และผู้ประกอบการชั้นนำ เพื่อพัฒนาขั้นตอนการสร้าง Ethereum บุคคลเหล่านี้ กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ และมีส่วนร่วมในโควต้าของพวกเขาเพื่อความสำเร็จ โดยประกอบด้วย

Mihai Alisie 

โดย Alisie ได้เคยร่วมมือกับ Buterin และมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจไซเบอร์เนติกส์ และเป็นสมาชิกของทีมผู้ก่อตั้ง Ethereum ซึ่งเขาได้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งมูลนิธิ Ethereum ในสวิตเซอร์แลนด์ และเขาได้ช่วยวางกรอบทางกฎหมาย สำหรับการขาย Ethereum ล่วงหน้า และต่อมา เขาได้เป็นรองประธานมูลนิธิ Ethereum ในปี 2015

Anthony Di lorio

โดย Anthony Di lorio ได้เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินของจุดเริ่มต้น Ethereum จากนั้น เขาได้อยู่เบื้องหลัง หลังจากที่ทีมตัดสินใจเลือกใช้หลักการ ทางธุรกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไร หลังจากที่เขาตัดสินใจเลือกรับบทบาทแฝง

Di lorio ได้กลายเป็นหัวหน้า เจ้าหน้าที่ดิจิทัลของตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะก่อตั้ง Decentral ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังกระเป๋าเงินดิจิทัล Jaxx

Amir Chetrit

โดย Amir Chetrit มีความสัมพันธ์ในการทำงานกับ Buterin ในช่วงที่เขาอยู่ที่ Colored Coins Buterin ซึ่งขอให้ Chetrit เข้าร่วมทีมผู้ก่อตั้ง ในเดือนธันวาคม 2556 แต่อย่างไรก็ตาม ในการประชุมผู้ร่วมก่อตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน 2014 สมาชิกในทีมคนอื่น ๆ

และผู้พัฒนา Ethereum ได้ตั้งคำถามถึงการขาดข้อมูลจาก Chetrit ในการประชุมครั้งนี้ Chetrit ตกลงที่จะยุติการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับการพัฒนา Ethereum ในขณะที่รักษาตำแหน่งของเขาในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง

Charles Hoskinson 

โดย Charles Hoskinson ได้ดำรงตำแหน่ง CEO ของการเริ่มต้น Ethereum ในเดือนธันวาคม 2013 หลังจากที่ทีมตัดสินใจที่จะส่งเสริมสถาปัตยกรรม ที่ไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับองค์กรนี้ ได้กระตุ้น Hoskinson เพื่อสร้างการทำงานของ blockchain ตั้งโปรแกรมที่เรียกว่า Cardano ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่า วถือเป็นหนึ่งในบล็อกเชนคู่แข่งที่สำคัญของ Ethereum

Gavin Wood

โดย Gavin Wood เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักในช่วงเริ่มต้น ของการพัฒนา Ethereum ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งจากผลงานของการเขียนโปรแกรม และเขาได้สร้างเครือข่ายทดสอบ Ethereum เครื่องแรก และยังตีพิมพ์สมุดปกเหลือง ของโครงการ

ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางเทคนิคของเอกสาร ไวท์เปเปอร์ต้นฉบับที่ตีพิมพ์ โดย Buterin Wood ยังเสนอภาษาโปรแกรมพื้นเมืองของระบบ Solidity

Jeffrey Wilcke 

โดย Jeffrey Wilcke ได้กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเพียงเพราะผลงานด้านการเขียนโปรแกรมของเขา และเขาทำงานกับ MasterCoin เมื่อเขาค้นพบ Ethereum เขาเริ่มเขียนแพลตฟอร์มเวอร์ชันของ Google Go โดยอิสระ ซึ่งขณะนี้ เขากำลังมุ่งเน้นไปที่สตูดิโอพัฒนาเกมของเขา คือ Grid Games

Joseph Lubin 

ก่อนที่จะเข้าร่วมทีม Ethereum Joseph Lubin ได้รวบรวมประสบการณ์มากมายในด้านต่าง ๆ ต่อมาเขาได้เปิดตัวบริษัท ที่แสวงหาผลกำไรของตัวเอง โดย ConsenSys ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกสำหรับสตาร์ทอัพบล็อกเชน ที่ต้องการใช้ระบบของ Ethereum นอกจากนี้ เขายังมีอิทธิพลในการเป็นพันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับสูง ที่ Ethereum ได้รับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย

ผู้ก่อตั้ง Ethereum คือใคร
Vitalik Buterin

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Twitter BlueของTwitterคืออะไร

Twitter BlueของTwitterคืออะไร

Twitter BlueของTwitterคืออะไร ซึ่งแพลตฟอร์ม Twitter กำลังเตรียมที่จะเปิดตัวบริการแบบชำระเงินหลายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะสำหรับตัวเอง หรือสำหรับผู้สร้างเนื้อหา และจากบริการ Twitter Blue รายเดือน

ซึ่งบริการนี้ จะให้ประโยชน์หลายประการแก่ผู้ใช้ เช่น การไม่แสดงโฆษณา คุณลักษณะของการจัดกลุ่มรายชื่อเข้าด้วยกัน และอีกคุณสมบัติหนึ่งในการยกเลิกการส่งทวีตในช่วงเวลาที่กำหนด

โดย Jane Manchun Wong นักวิเคราะห์แอป ที่มีชื่อเสียง และการรั่วไหลของข่าว Twitter กำลังดำเนินการขั้นสุดท้าย เพื่อเปิดตัวบริการ Twitter Blue ด้วยประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ดีที่สุด เพื่อมอบให้กับบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสมัครสมาชิกรายเดือน

ค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 2.99 ดอลลาร์ (ประมาณ 95 บาท) ตามที่ Jane Manchun Wong ได้เปิดเผลข้อมูลไว้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันใด ๆ จากบริษัทที่เกี่ยวกับบริการรูปลักษณ์ และราคา แต่คาดว่า จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Twitter ได้เข้าซื้อ Scroll ซึ่งเชี่ยวชาญในการลบโฆษณาออกจากเว็บไซต์ เพื่อแลกกับการสมัครสมาชิกรายเดือน รวมถึง Revue Company สำหรับจดหมายข่าวทางไปรษณีย์ ซึ่งอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกลยุทธ์ของบริษัท และทิศทางในการเสนอบริการชำระเงินมากขึ้น เพื่อปรับปรุงช่องทางรายได้

บริษัทต้องดิ้นรนเป็นเวลาหลายปีกับผลกำไรที่ลดลง และพึ่งพาการโฆษณาเกือบทั้งหมด แต่ตอนนี้ บริษัทหวังว่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในรายได้ผ่านการสมัครสมาชิกแบบชำระเงิน หลังจากสร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ซึ่งจะเห็นว่า นอกเหนือจากฟีเจอร์ Undo Tweets ที่ได้มีการพูดถึง กรือกล่าวถึงก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา อีกทั้งฟีเจอร์หนึ่งที่ได้มีการเผยแพร่ออกมานั้นก็คือ Collections ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำหรับการช่วยจัดเก็บ และแบ่งประเภทของทวีตได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ

และยังสามารถจัดการกับการค้นหารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันกับ Bookmark นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในส่วนของฟีเจอร์ใหม่นี้ ที่นอกเหนือจาก Undo Tweets และ Collections ก็ยังไม่มีความชัดเจน และทางบริษัท Twitter ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเปิดให้มีบริการอย่างเป็นทางการ แต่ในหลาย ๆ สื่อ และหลาย ๆ คน ก็ยังคาดเดากันอยู่ว่า น่าจะมีให้บริการ Twitter Blue ภายในปีนี้ 2021 อย่างแน่นอน

สิทธิพิเศษของ Twitter Blue สามารถทำอะไรได้บ้าง

1. สามารถ undo tweets ได้ ภายในระยะเวลาเพียง 30 วินาที ก่อนที่จะมีการโพสต์จะถูก public.

2. Bookmark สามารถกำหนดหมวดหมู่ตามที่เราต้องการได้ด้วยตัวเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถตั้งค่า หรือจัดหมวดหมู่ตามความชอบของผู้ใช้งานได้เลย

3. Video Publishing ที่จะสามารถช่วยเพิ่มความยาวของวีดีโอที่ลงได้ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

4. User Roles สามารถรวบรวมบัญต่าง ๆ ที่ผู้ใช้มีทั้งหมด มารวมกันเป็นบัญชีเดียวกันได้อย่างสะดวกสบาย

และนอกจากนี้ จะเห็นว่า Jane Manchun Wong นักวิเคราะห์แอป ที่มีชื่อเสียง ยังได้กล่างถึงการพัฒนา และการปรับปรุงของอัลกอริธึมการครอบตัดของรูปภาพ เพื่อให้ได้รู้ภาพที่ดูสูงขึ้น ซึ่งจะแสดงในฟิตของผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความสามารถในการค้นหา สำหรับผู้ใช้ Android อีกด้วย

ซึ่งจะเห็นว่า ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Jane Manchun Wong นักวิเคราะห์แอป ที่มีชื่อเสียง ได้สอดคล้องกับการรายงานของ Twitter ในช่วงของเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ Jack Oorsey ซึ่งเป็น CEO ได้ออกมาพูดว่า บริษัทกำลังได้มีการมองหาโมเดลของธุรกิจใหม่ ๆ และหนึ่งในนั้น ก็คือ การบริการสมัครสมาชิกรายเดือน แบบมีค่าใช้จ่ายแบบรายเดือน

เนื่องจาก ช่วงหลัง ๆ มานี้ รายได้จากการโฆษณาได้ลดต่ำลงพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในส่วนของฟีเจอร์ใหม่นี้ ที่นอกเหนือจาก Undo Tweets และ Collections ก็ยังไม่มีความชัดเจน และทางบริษัท Twitter ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเปิดให้มีบริการอย่างเป็นทางการ แต่ในหลาย ๆ สื่อ และหลาย ๆ คน ก็ยังคาดเดากันอยู่ว่า น่าจะมีให้บริการ Twitter Blue ภายในปีนี้ 2021 อย่างแน่นอน

Twitter BlueของTwitterคืออะไร

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Dogecoin คืออะไร

Dogecoin คืออะไร

Dogecoin คืออะไร ซึ่ง Dogecoin เป็นสกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin หรือ Ethereum แม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่แตกต่างจากเหรียญยอดนิยมเหล่านี้ก็ตาม เดิมที Dogecoin ถูกสร้างขึ้นอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความตลกของชื่อ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของการเข้ารหัสลับ

และได้รับชื่อจาก meme ที่เคยเป็นที่นิยม แม้จะมีเรื่องราวต้นกำเนิดที่ไม่ธรรมดา แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2021 ในขณะที่ Dogecoin ได้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ตามมูลค่าของค่าตลาด

โดยวิศวกรซอฟต์แวร์ Billy Marcus และ Jackson Palmer ได้สร้าง Dogecoin ในปลายปี 2013 Palmer ซึ่งสร้างตราสัญลักษณ์ของสกุลเงินดิจิทัล โดยใช้ meme ที่เป็นที่นิยมในเวลานั้น ซึ่งมีคำว่า “doge” ที่สะกดผิดโดยเจตนา เพื่ออธิบายถึง สุนัขพันธุ์ชิบะอินุ

“ Doge เริ่มสนุกกับ Bitcoin จริงๆ” Pat White ซีอีโอของ Bitwave กล่าว และในช่วงแรก ๆ ชุมชนของผู้ที่ชื่นชอบ ได้จัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มโปรไฟล์ของ Dogecoin รวบรวมเงินทุนเพื่อส่งทีม Jamaican Bobsleigh ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2014 หรือสนับสนุนไดรเวอร์ NASCAR

ในช่วงต้นปี 2021 Dogecoin ได้รับสถานะลัทธิบนกระดานข้อความ WallStreetBets ของ Reddit ซึ่งเป็นผู้สำคัญที่อยู่เบื้องหลัง เรื่อง GameStop ในเดือนมกราคม ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบได้สัญญาว่าจะขับเคลื่อนคุณค่าของมัน“ to the moon” (ก่อนที่การอภิปรายเกี่ยวกับคริปโตทั้งหมดจะถูกแบนใน subreddit )

วันนี้ Dogecoin ไม่ใช่เรื่องตลกที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และได้รับมากกว่า 5,000% ในปี 2021 หนึ่งในผู้สนับสนุน คือ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งเรียก Dogecoin ว่า เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เขาชื่นชอบ และ Musk ยังตั้งชื่อ Dogecoin ว่าเป็น “การเข้ารหัสของผู้คน” และสัญญาว่าจะสร้างโทเค็น Dogecoin on the moon

Dogecoin ทำงานอย่างไร

ซึ่ง Dogecoin เป็น cryptocurrency ที่ทำงานบนเทคโนโลยี blockchain คล้าย ๆ กับ Bitcoin และ Ethereum Blockchain คือ บัญชีแยกประเภทดิจิทัลแบบกระจาย ที่ปลอดภัย ซึ่งจัดเก็บธุรกรรมทั้งหมดที่ทำโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายอำนาจ

โดยผู้ถือทั้งหมดมีสำเนาบัญชีแยกประเภท Dogecoin blockchain ที่เหมือนกัน ซึ่งมักจะได้รับการอัปเดตด้วยธุรกรรมใหม่ทั้งหมดในสกุลเงินดิจิทัล เช่นเดียวกับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เครือข่าย blockchain ของ Dogecoin ใช้การเข้ารหัสเพื่อให้ธุรกรรมทั้งหมดปลอดภัย

ซึ่งจะใช้ความซับซ้อมของระบบคอมพิวเตอร์ในการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เพื่อประมวลผลธุรกรรม และบันทึกลงในบล็อกเชน ของ Dogecoin ซึ่งเป็นระบบ “พิสูจน์การทำงาน” ในการแลกเปลี่ยนกับการประมวลผลธุรกรรม และการสนับสนุนบัญชีแยกประเภท blockchain ซึ่งนักขุดจะได้รับ Dogecoin เพิ่มเติม ซึ่งพวกเขาสามารถถือครอง หรือขายในตลาดเปิดได้

และ Dogecoin อาจใช้สำหรับการชำระเงิน และการซื้อ แต่ไม่ใช่การจัดเก็บมูลค่าที่มีประสิทธิภาพมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะไม่มีการจำกัดอายุการใช้งานสำหรับจำนวน Dogecoins ที่อาจสร้างขึ้น โดยการขุด ซึ่งหมายความว่า สกุลเงินดิจิทัลนั้น มีอัตราเงินเฟ้อสูง

ตามการออกแบบ blockchain ให้รางวัลแก่นักขุด สำหรับผลงานของพวกเขาด้วยการสร้าง Dogecoins ใหม่หลายล้านรายการทุกวัน ซึ่งทำให้เป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับการเพิ่มขึ้นของราคาเก็งกำไรใน Dogecoin ที่จะคงอยู่ตลอดเวลา

Dogecoin เป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่

เนื่องจาก ไม่มีการจำกัดอายุการใช้งานสำหรับจำนวน Dogecoins ที่สามารถมีอยู่ได้ และ Dogecoins ใหม่ ๆ หลายล้านรายการ ถูกปล่อยสู่ตลาด ทุกวันจึงมีแรงจูงใจน้อยมากที่จะถือครองสกุลเงินดิจิทัลในระยะยาว ซึ่ง Bitcoin ยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก อายุการใช้งานของระบบจำกัดจำนวนเหรียญที่สามารถสร้างได้

“ Doge นั้น ไม่เหมือนกับ Bitcoin และอื่น ๆ เช่น DASH หรือ Bitcoin Cash โดยที่เป้าหมายด่วน คือ สกุลเงินที่ใช้จ่าย” White กล่าว

ในอดีตมูลค่าต่อเหรียญของ Dogecoin นั้น ต่ำมาก ประมาณ 0.003 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ในช่วงเกือบปี 2020 ดังนั้น ผู้คนจึงมีแนวโน้มที่จะให้มัน “ ผู้ใช้บนแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น Reddit, Twitter, Facebook และอื่น ๆ สามารถใช้ Dogecoin เพื่อให้รางวัล หรือ“ ทิป” ซึ่งกันและกัน ในการโพสต์เนื้อหา” Grey กล่าว

Dogecoin คืออะไร

Dogecoin กับ Bitcoin แตกต่างกันอย่างไร

ซึง Dogecoin มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับไม่กี่ Bitcoin หนึ่ง คือ มันเร็ว และง่ายกว่าสำหรับนักขุด ในการทำสมการทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์ และบันทึกธุรกรรมในธุรกรรม ซึ่งทำให้ Dogecoin ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการประมวลผลการชำระเงิน ซึ่ง Gary DeWaal ประธานกลุ่มตลาดการเงิน และกฎระเบียบของ Katten ใช้เวลา 10 นาทีในกระบวนการให้สัตยาบันบล็อกใหม่

และความแตกต่างที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ การไม่มีขีดจำกัดอายุการใช้งานของจำนวน Dogecoins ที่สามารถสร้างได้ ดังที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งอายุการใช้งานสูงสุด 21 ล้าน Bitcoin ซึ่งจำกัดจำนวนเหรียญสูงสุด ที่สามารถสร้างได้ ซึ่งหมายความว่า คนงานขุดถูกบังคับให้ทำงานหนักมากขึ้น และนานขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อรับ Bitcoin ใหม่ และในระดับหนึ่ง จะช่วยรับประกันความสามารถของ Bitcoin ในการถือครอง และเพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

อยากอ่านแต่ขี้เกียจ Blockdit ช่วยได้

อยากอ่านแต่ขี้เกียจ Blockdit ช่วยได้

อยากอ่านแต่ขี้เกียจ Blockdit ช่วยได้ โดย Blockdit ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับคนที่ชอบอ่าน หรือรักในการอ่านนั่นเอง แต่เดี๋ยว!! สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน หรืออ่าน ๆ ไปแล้วรู้สึกแสบตา หรือจ้องหน้าจอไปนาน ๆ แล้วรู้สึกระคายเคืองลูกตา แต่รู้หรือยัง Blockdit มี Siri อ่านให้ฟังทั้งบทจ้า!!

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับ Blockdit ก่อนว่า มันคือแอปอะไร ถูกสร้างมาเพื่ออะไร แล้วค่อยมาเจาะลึกกันกันว่าสามารถดาวน์โหลดอย่างไร แล้วมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไหน เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่านอย่างไร ไปทำความเข้าใจพร้อม ๆ กันเล๊ย!!

Blockdit คืออะไร

โดย Blockdit เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ที่กำลังมองหาไอเดียใหม่ ๆ ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่หลงใหลในการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง และต้องการสร้างผลกระทบต่อสังคมด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก

และ Blockdit ไม่ได้มีระบบเพื่อน ดังนั้น เราจะเห็นเฉพาะเนื้อหาที่เราได้ติดตามเท่านั้น ซึ่งเป็นแอปที่ใช้ง่าย ดาวน์โหลดง่าย ไม่ซับซ้อนอีกด้วย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้

คุณสมบัติพิเศษของ Blockdit

1. สำหรับนักทำคอนเทนต์

สามารถแชร์ไอเดียของตนเองผ่านรูปแบบของบทความ วิดีโอ และพอดแคสต์ได้ แล้วยังมีระบบสร้างรายได้อีกด้วย ซึ่ง Blockdit ยังเพิ่มสนุกไปกับฟีเจอร์สำหรับนักทำคอนเทนต์โดยเฉพาะอีกด้วย เช่น โหมดร่างไอเดีย ตั้งเวลา และดูข้อมูลเชิงลึกนั่นเอง

2. สำหรับนักอ่าน

คือ ได้รับไอเดียใหม่ ๆ จากผู้คนโดยรอบ และจากเพจมากมาย ซึ่งจะมีคอนเทนต์จากหลายหมวดหมู่ให้ติดตามแบบไม่อั้น และยังสามารถเลือกติดตามนักเขียนได้ตามความสนใจของตน และยังสามารถให้รางวัลแก่โพสต์ที่เราชื่นชอบได้อีกด้วย โดยการแสดงความคิดเห็น หรือส่งข้อความโดยตรงไปหาเพจเพื่อใกล้ชิดกับผู้สร้างคอนเทนต์นั่นเอง นี่ก็ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับนักเขียนเช่นกัน

3. มีคอนเทนต์หลายประเภทให้เลือก

ซึ่งบางคนเกิดไอเดียจากการอ่าน แต่สำหรับบางคนอาจจะชอบการฟัง หรือดูภาพเคลื่อนไหวนั้น แพลตฟอร์ม Blockdit จะตอบโจทย์การหาไอเดียต่าง ๆ ด้วยคอนเทนต์หลายประเภท ซึ่งจะรวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน จะมีทั้งบทความ พอดแคสต์ วิดีโอ และซีรีส์ต่าง ๆ (ซึ่งคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาหลายตอน และต่อเนื่องกัน จะมารวมอยู่ในโพสต์เดียวนั่นเอง)

4. มีฟีเจอร์ช่วยให้อ่านเรื่องยาว ๆ ได้สนุกขึ้น และเหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่าน หรือชอบฟังนั่นเอง

ด้วยฟีเจอร์ของกล่องข้อความ หรือบล็อก (Block) เนื้อหาจะอยู่ในรูปของกล่อง และง่ายต่อการอ่านบทความเรื่องยาว ๆ อีกทั้งยังมีฟีเจอร์รูปภาพประกอบระหว่างเนื้อหาอีกด้วย ซึ่งจะทำให้การอ่านของบทความได้อรรถรส และสนุกเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น

อยากอ่านแต่ขี้เกียจ Blockdit ช่วยได้

5. ฟีเจอร์อ่านโพสต์ให้ฟัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟเจอร์ที่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่าน หรือชอบฟังนั่นเอง

โดยคุณอยากได้ไอเดียจากบทความ แต่ไม่สามารถมองหน้าจอได้ชัด ซึ่งแอปพลิเคชัน Blockdit จะตอบโจทย์นี้ของคุณทันที เนื่องจาก Blockdit จะมีฟีเจอร์การอ่านออกเสียงโพสต์ให้คุณฟัง (Read post) โดยที่คุณไม่ต้องอ่านเองเลย!

6. การแนะนำโพสต์ที่เกี่ยวข้องให้ดูต่อ

เมื่อคุณเข้าได้อ่านบทความแล้วมีการสไลด์จอขึ้น ก็จะพบโพสต์ที่เกี่ยวข้อง (Related Posts) ซึ่งจะนำเสนอ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่หลากหลายด้านมากขึ้น จากมุมมองของนักเขียน หรือเพจอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ และได้ไอเดียจากเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

7. โนติแจ้งเตือนเรื่องน่ารู้ประจำวัน

ซึ่งอย่างน้อย 10 เรื่อง/วัน คือ จำนวนเรื่องที่น่ารู้ ที่ผ่านการคัดสรร และส่งตรงถึงคุณ ทางข้อความแจ้งเตือนแอป (Notifications) ซึ่งคุณจะได้รับคอนเทนต์ทันกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร สาระน่ารู้ บรรเทิงต่าง ๆ หรือคอนเทนต์ที่จะทำให้คุณเกิดไอเดียในแต่ละวันนั่นเอง

การดาวน์โหลด Blockdit

คุณสามารถดาวน์โหลดแอป blockdit มิติใหม่ของโซเชียลมีเดียระดับคุณภาพได้ โดยจะเน้นเรื่องราวที่มีสาระ และประโยชน์ น่าอ่าน และน่ารู้ จากผู้เขียนระดับคุณภาพ จากหลากหลายวงการ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี

โดยคุณสามารถเข้าไปที่ App Store สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบ iOS และสำหรับผู้ที่ใช้สมาร์โฟนระบบ Android สามารถเข้าไปที่ Google Play หรือ Play Store ได้เลย โดยพิมพ์คำว่า blockdit ก็สามารถดาวน์โหลด แล้วล็อกอินเข้าใช้งานได้อย่างง่ายดายกันเล๊ย!

อยากอ่านแต่ขี้เกียจ Blockdit ช่วยได้

หากคุณกำลังมองหาไอเดียใหม่ ๆ หรือหากคุณต้องการแพลตฟอร์มที่ใช้ในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น ในเรื่องที่คุณสนใจ Blockdit สามารถเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณได้ และยังเห็นว่า เมื่อไม่นานมานี้ Blockdit ได้รับรางวัล Best Media Innovation ซึ่งเป็นรางวัลนวัตกรรมสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ จากงาน THALAND ZOCIAL AWARDS 2021 อีกด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นแอปที่มีคุณภาพอีกด้วย!!

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564

อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564

อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564 การพยายามทำความเข้าใจกับความซับซ้อน และความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากสำหรับใครหลายคน แต่อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจเพื่อให้แน่ใจว่า กลยุทธ์โซเชียลมีเดียของคุณประสบความสำเร็จมากที่สุด ในปี 2018 ซึ่งเราได้เขียนคำแนะนำแรก เกี่ยวกับอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย และตอนนี้เกือบสามปีแล้ว มาดูกันว่าพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ยากที่จะอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งและปรับแต่งอัลกอริทึม ด้วยเหตุนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำและวิธีการทำงานของอัลกอริทึมมีดังนี้

อัลกอริทึมของ Twitter ทำงานอย่างไร ?

โดยอัลกอริทึมของ Twitter ได้รับการยกเครื่อง หรือระบบครั้งใหญ่ในปี 2560 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลักที่เพิ่มเข้ามาในระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงมีอยู่ โดยอัลกอริทึมของ Twitter ได้แบ่งไทม์ไลน์ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  • ทวีตอันดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะปรากฏที่ด้านบนสุดของฟีด และแสดงทวีตที่ถือว่ามีความเกี่ยวข้องมากที่สุด
  • “ ในกรณีที่คุณพลาด” อีกครั้งจะปรากฏที่ด้านบนของฟีดของคุณ และรวมถึงโพสต์เก่า ๆ ที่คุณอาจพลาดไปก่อนหน้านี้
  • ทวีตที่เหลือ รวมกับทวีตอื่น ๆ ที่ไม่ได้แสดงในสองส่วนข้างต้น
อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564

ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในปี 2018 อัลกอริทึมของ Twitter ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก การมีส่วนร่วมยังคงมีความสำคัญต่อความสำเร็จยิ่งโพสต์มีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ก็จะมีโอกาสปรากฏในทวีตของผู้ติดตามของคุณมากขึ้นหรือ“ ในกรณีที่คุณพลาด” เช่นเดียวกับ Facebook พยายามแชร์โพสต์ที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้ติดตามค้นหาวิธีตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการสนทนา ท้ายที่สุดแล้ว การสนทนาเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่ Twitter สร้างขึ้นเพื่อ

อัลกอริทึมของ Facebook ทำงานอย่างไร ?

นับตั้งแต่อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2018 การเข้าถึงทั่วไปบน Facebook ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี จากข้อมูล Global State of Digital 2021 ของ Hootsuite การเข้าถึงโดยเฉลี่ยสำหรับโพสต์ Facebook แบบออร์แกนิก คือ 5.2% ลดลงจาก 7.7% ในปี 2018 โดยสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า อัลกอริทึมของ Facebook นั้น ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเนื้อหาที่มีตราสินค้าออร์แกนิก

เช่นเดียวกับในปี 2018 Facebook จะไม่แสดงโพสต์ตามลำดับเวลา แต่จะจัดเรียงตามลำดับความสนใจของผู้ใช้แต่ละคน แม้ว่าเราจะไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะกำหนดให้โพสต์ใดแสดงแก่คุณได้อย่างไร แต่เราทราบดีว่า เป้าหมายคือให้คุณเลื่อนไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้จะสามารถแสดงโฆษณาให้คุณเห็นได้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เราทราบ ก็คือ Facebook จะใช้สัญญาณการจัดอันดับที่หลากหลาย เพื่อกำหนดว่า จะแสดงโพสต์ในฟีดข่าวของคุณหรือไม่ และจะแสดงโพสต์เหล่านี้ในลำดับใด จากนั้น จะทิ้งโพสต์ใด ๆ ที่ผู้ใช้ไม่น่าจะมีส่วนร่วม และให้คะแนนโพสต์ที่เหลือในลักษณะที่เป็นส่วนตัว ซึ่งข้อมูลนี้ สามารถอ้างอิงจากการที่คุณมีส่วนร่วมกับโพสต์ที่คล้ายกันในอดีต จากนั้น โพสต์ทั้งหมดเหล่านี้ จะถูกจัดเรียงเพื่อแสดงสื่อประเภทต่าง ๆ จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม และเลื่อนดู

แม้ว่า Facebook จะใช้สัญญาณการจัดอันดับหลายพันรายการ เช่น วิธีที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับโพสต์ หรือความเร็วของอินเทอร์เน็ตด้านล่างนี้ มีความสำคัญที่สุด 4 ประการ ดังต่อไปนี้

  • ความสัมพันธ์ : ใครแชร์โพสต์? มาจากเพื่อนหรือครอบครัวของคุณ หรือเป็นธุรกิจหรือร้าน? ในปี 2018 Facebook ให้ความสำคัญกับโพสต์จากเพื่อน และครอบครัว มากกว่าธุรกิจ สิ่งที่ยังคงเป็นจริงในปี 2564
  • ประเภทเนื้อหา : โพสต์ประเภทใดที่คุณมีส่วนร่วมมากที่สุด? รูปภาพหรือวิดีโอ มีแนวโน้มที่จะดึงดูดความสนใจของคุณหรือไม่?
  • ความนิยม : เพื่อนของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไรกับโพสต์นี้? วิธีที่เพื่อนของคุณมีส่วนร่วมกับโพสต์ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์การแสดงความคิดเห็น หรือการตอบสนองนั้นมีผลต่อการที่โพสต์จะแสดงในฟีดของคุณหรือไม่
  • ความใหม่ : ยิ่งโพสต์ใหม่ยิ่งแสดงสูงในฟีดของผู้ใช้ที่เรียบง่าย
อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564

จากมุมมองทางการตลาด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีที่คุณควรจัดการกับ Facebook เมื่อพิจารณาจากปัจจัยการจัดอันดับข้างต้น สิ่งสำคัญ คือ ต้องแชร์โพสต์เป็นประจำ เพื่อจุดประกายการสนทนากับผู้ติดตามของคุณ หรือดึงดูดความสนใจ นอกจากนี้ อย่าลืมรวมประเภทเนื้อหาที่หลากหลายไว้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โซเชียลมีเดียของคุณ เพื่อให้ผู้ติดตามของคุณมีส่วนร่วม

อัลกอริทึมของ Instagram ทำงานอย่างไร ?

ไม่น่าแปลกใจที่อัลกอริทึม และฟีดของ Instagram ทำงานในลักษณะเดียวกับ Facebook ซึ่งอัลกอริทึมจะรวมเนื้อหาที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วตัดสินใจว่า จะแสดงโพสต์ใดให้กับผู้ใช้ การทำเช่นนี้ อัลกอริทึมจะกำหนดว่าโพสต์ใดจะแสดงที่ด้านบนสุดของตัวดึงข้อมูลโพสต์ใดที่จะแสดงในแท็บสำรวจ และเนื้อหาวิดีโอใดที่จะแสดงในส่วนที่เกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับ Facebook โดย Instagram จะดูพฤติกรรมก่อนหน้าของผู้ใช้เพื่อคาดการณ์ว่า แต่ละโพสต์น่าสนใจสำหรับผู้ใช้โดยพิจารณาจากการมีส่วนร่วมก่อนหน้านี้กับเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง เช่น Facebook (เกือบจะเหมือนกับว่าทั้งสองบริษัท เชื่อมต่อกัน) Instagram จะใช้สัญญาณการจัดอันดับหลายอย่าง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

  • ความสัมพันธ์ : ยิ่งผู้ใช้สองคนมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของกัน และกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะแสดงในฟีดข่าวของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น สำหรับแบรนด์นั้นเป็นเรื่องยาก แต่การมีผู้ติดตาม ซึ่งมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของคุณนั้นได้รับการยอมรับจาก Instagram
  • ความสนใจ : แต่ละโพสต์ดึงดูดผู้ใช้มากน้อยเพียงใด? Instagram สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ในรูปภาพหรือวิดีโอได้เป็นอย่างดี หากผู้ใช้สนใจสิ่งนั้น อีกครั้งสำหรับแบรนด์อาจเป็นเรื่องยาก แต่การมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
  • ความตรงเวลา : ค่อนข้างง่าย ซึ่งโพสต์ถูกอัปโหลดเมื่อใด แม้ว่าฟีดจะไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา แต่โพสต์ใหม่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้น ดังนั้น โปรดทำความเข้าใจเมื่อผู้ชมของคุณออนไลน์

ปัจจัยการจัดอันดับอื่น ๆ ที่ Instagram กล่าวถึงนั้น เน้นที่พฤติกรรมของผู้ชมมากกว่าเมื่อเทียบกับพฤติกรรมของคุณเอง ซึ่งรวมถึงความถี่ในการใช้งานแพลตฟอร์ม และระยะเวลารวมทั้งจำนวนบัญชีที่ติดตาม

อีกครั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอัลกอริทึม Instagram แต่เพิ่งเข้าใจความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น การมีส่วนร่วมยังคงมีความสำคัญเช่นเดียวกับในกรณีของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหมด และความจริงที่ว่า Instagram สามารถย้ายกลับไปที่ฟีดข่าวตามลำดับเวลาได้ อย่างไรก็ตาม อัลกอริทึมปัจจุบันดูเหมือนว่าจะยังคงอยู่ต่อไป

อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียในปี 2564

โดยทั่วไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงใด ๆ ในอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียข้างต้น มีเพียงการปรับแต่งเล็กน้อย เพื่อให้สมบูรณ์แบบว่าแต่ละแพลตฟอร์มตัดสินใจว่าจะแสดงเนื้อหาใด

เราจึงได้เน้นเพียง 3 แพลตฟอร์ม แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการกับยอดไลค์ของ YouTube, LinkedIn หรือ TikTok แบบใหม่ โปรดแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เล๊ย!!

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

รูปแบบโฆษณาใหม่บน YouTube เป็นอย่างไร

รูปแบบโฆษณาใหม่บน YouTube เป็นอย่างไร

รูปแบบโฆษณาใหม่บน YouTube เป็นอย่างไร ซึ่ง YouTube เป็นเว็บไซต์ที่สามารถแบ่งปันวิดีโอได้ฟรี ที่ช่วยให้ดูวิดีโอออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย คุณสามารถสร้าง และอัปโหลดวิดีโอของคุณเอง เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่นได้ YouTube และสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2548 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนเว็บ โดยมีผู้เข้าชมดูวิดีโอประมาณ 6 พันล้านชั่วโมงทุกเดือน

เหตุผลหนึ่งที่ YouTube ได้รับความนิยมมาก คือ จำนวนวิดีโอที่คุณสามารถหาได้ โดยเฉลี่ยแล้ววิดีโอ 100 ชั่วโมง จะถูกอัปโหลดไปยัง YouTube ทุกนาที ดังนั้น จึงมีสิ่งใหม่ ๆ ให้ดูอยู่เสมอ! และคุณจะพบวิดีโอทุกประเภทบน YouTube ไม่ว่าจะเป็น แมวน่ารัก การสาธิตการทำอาหารสุดแปลก บทเรียนวิทยาศาสตร์ ตลก ๆ เคล็ดลับแฟชั่นฉบับย่อ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ซึ่ง YouTube เป็นเว็บไซต์อันดับสองที่สูงที่สุดในโลก โดยมีผู้ใช้งานต่อเดือน1.9 พันล้านคน เมื่อผู้ใช้บน YouTube ดูโฆษณาจนจบ พวกเขามีแนวโน้มที่จะดำเนินการตามคำกระตุ้นการตัดสินใจของวิดีโอมากขึ้นถึง23 เท่า และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ดูโฆษณาทั้งหมด แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะดำเนินการมากกว่า 10 เท่า มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เห็นโฆษณาวิดีโอ

และวันนี้ YouTube เปิดโอกาสให้ผู้ลงโฆษณาได้ลองดูแผนการที่จะทำให้แพลตฟอร์มวิดีโอสามารถเลือกซื้อได้มากขึ้น เร็ว ๆ นี้ บริษัทจะเปิดตัวคุณลักษณะเชิงโต้ตอบใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ลงโฆษณา ซึ่งเรียกว่า ส่วนขยายแบรนด์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชม YouTube สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเห็นบนหน้าจอได้ด้วยการคลิกปุ่ม

รูปแบบโฆษณาใหม่ จะช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถไฮไลต์ลิงก์เว็บไซต์ หรือคำกระตุ้นการตัดสินใจอื่นในโฆษณาวิดีโอทางทีวีที่เชื่อมต่อได้ จากนั้น ผู้ชมสามารถคลิกตัวเลือก “ส่งไปที่โทรศัพท์” ซึ่งจะส่งโปรโมชันหรือ URL นั้น ไปยังอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยตรงโดยไม่รบกวนประสบการณ์การรับชม

จากอุปกรณ์เคลื่อนที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ได้ตามปกติ เช่น เรียกดูสินค้า เพิ่มสินค้าลงในรถเข็น และทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้น แต่สามารถทำได้เมื่อพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับข้อมูลผลิตภัณฑ์นั้น แทนที่จะต้องหยุดวิดีโอเพื่อทำเช่นนั้น นอกจากนี้ ผู้โฆษณายังสามารถกำหนดเป้าหมายโฆษณาไปยังผู้ชมที่ถูกต้องได้อย่างชาญฉลาด โดยพิจารณาจากเนื้อหาวิดีโอ ตัวอย่างเช่น วิดีโอออกกำลังกาย อาจมีโฆษณาที่มีส่วนขยายแบรนด์ ซึ่งแสดงรองเท้าวิ่งคู่ใหม่

ผู้ลงโฆษณาจะสามารถวัด Conversion ที่เกิดจากส่วนขยายแบรนด์เหล่านี้ได้โดยตรงใน Google Ads ในความพยายามโฆษณาอีคอมเมิร์ซที่เกี่ยวข้องตอนนี้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเพิ่มรูปภาพผลิตภัณฑ์ที่สามารถเรียกดูได้ในโฆษณาวิดีโอตอบสนอง โดยตรงของตนเพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อที่สนใจ คลิกเพื่อเข้าชมเว็บไซต์ หรือแอปของตน

นี่เป็นเพียงความพยายามบางส่วนที่ YouTube ดำเนินการโดยมีเป้าหมายที่จะขยายไปสู่อีคอมเมิร์ซต่อไป และผู้บริโภค และโดยเฉพาะผู้ใช้ Gen Z ที่มีอายุน้อย ในปัจจุบันชอบดูวิดีโอ และมีส่วนร่วมในขณะที่พวกเขาซื้อสินค้า ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของบริการช้อปปิ้งวิดีโอมากมาย เช่น Popshop Live , NTWRK , ShopShops , TalkShopLive , Bambuserและอื่น ๆ Facebook ยังลงทุนในการช็อปปิ้งแบบสด และการช็อปปิ้งผ่านวิดีโอทั้งใน Facebook และ Instagram

ในขณะเดียวกัน TikTok ได้กลายเป็นที่ตั้งของอีคอมเมิร์ซที่ใช้วิดีโอ โดย Walmart (ซึ่งพยายามเข้าถือหุ้นในแอปเมื่อทรัมป์พยายามบังคับขาย) ซึ่งโฮสต์สตรีมสด การช็อปปิ้งหลายรายการในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา TikTok นอกจากนี้ ยังพบความสำเร็จกับ E-commerce ในขณะที่มันได้รีดออกเครื่องมือเพิ่มเติมให้กับผู้ชมวิดีโอโดยตรง ไปยังเว็บไซต์ผ่านแบบบูรณาการเชื่อมโยง และการผสานรวมกับ Shopify

แต่ YouTube ยังคงมีผู้ชมที่มีศักยภาพจำนวนมากสำหรับการช็อปปิ้งวิดีโอ เนื่องจาก คิดเป็น 40% ของเวลาในการรับชมของบริการสตรีมมิ่ง ที่สนับสนุนโฆษณาทั้งหมดต่อข้อมูล Comscore และจากบริการสตรีมมิ่ง 5 อันดับแรก ในสหรัฐอเมริกาที่คิดเป็น 80% ของตลาดทีวี ที่เชื่อมต่อมีเพียงสองรายการเท่านั้นที่รองรับโฆษณา YouTube กล่าว

รูปแบบโฆษณาใหม่บน YouTube เป็นอย่างไร

โฆษณาเป็นเพียงวิธีเดียวที่ YouTube จะเพิ่มการเข้าชมอีคอมเมิร์ซ ผู้สร้างจะมีบทบาทด้วย รายงานจากบลูมเบิร์กนี้ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กล่าวว่า YouTube ได้ขอให้ผู้สร้างแท็ก และติดตามผลิตภัณฑ์ที่พวกเขามีในคลิปของพวกเขา ต่อมา YouTube เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพยายามนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยกล่าวว่า เป็นการทดสอบเบต้าสำหรับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ช่วยให้ผู้ชมซื้อสินค้าจากครีเอเตอร์ที่พวกเขาชื่นชอบ และจะเปิดตัวในวงกว้างมากขึ้นในปี 2021

ส่วนขยายแบรนด์นั้น แยกออกจากความพยายามดังกล่าวเนื่องจากพวกเขามุ่งเน้นไปที่การให้ผู้ลงโฆษณามีวิธีการของตนเองในการกระตุ้นประสบการณ์การช็อปปิ้งจากวิดีโอ YouTube กล่าวว่า โฆษณาส่วนขยายแบรนด์ใหม่เป็นเพียงคุณลักษณะเชิงโต้ตอบแรก ๆ ที่บริษัท มีอยู่ในร้าน ฟีเจอร์นี้จะเปิดตัวทั่วโลกในปลายปีนี้

ความรู้เพิ่มเติม

ประเภทของโฆษณาบน YouTube

1. โฆษณาแบบดิสเพลย์

โฆษณาแบบดิสเพลย์ คือ รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว ที่คลิกได้ ซึ่งปรากฏทางด้านขวาของวิดีโอเด่นเมื่อผู้ชมใช้เดสก์ท็อป เหนือรายการแนะนำวิดีโอ

ข้อกำหนดสำหรับโฆษณาประเภทนี้ คือ 300 x 250 หรือ 300 x 60 และภาพเคลื่อนไหวสามารถทำงานได้สูงสุด 30 วินาที (แม้ว่าจะไม่มีเสียง เพื่อไม่ให้รบกวนวิดีโอหลัก) ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาตคือ 150KB และรูปแบบไฟล์ที่รองรับ ได้แก่ GIF, JPG, PNG และ HTML5

2. โฆษณาซ้อนทับ

โฆษณาซ้อนทับ คือ แบนเนอร์กึ่งโปร่งใสที่ปรากฏในส่วน 20% ด้านล่างของวิดีโอ เป็นรูปภาพ หรือกล่องข้อความที่คลิกได้ และผู้ใช้เดสก์ท็อปเท่านั้นที่มองเห็นได้ 

ข้อกำหนดสำหรับโฆษณาประเภทนี้ คือ 468 x 60 หรือ 728 x 90 และขนาดไฟล์สูงสุดคือ 150 KB รูปแบบไฟล์ที่รองรับ ได้แก่ GIF, PNG และ JPG

3. โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้

โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้จะเล่นในโปรแกรมเล่นวิดีโอก่อนระหว่าง หรือหลังวิดีโอหลัก โดยสามารถอยู่ที่ใดก็ได้ตั้งแต่ 12 วินาทีถึง 6 นาที และผู้ชมจะได้รับตัวเลือกในการข้ามโฆษณาหลังจาก 5 วินาทีแรก

4. โฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้

ต้องดูโฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้เพื่อให้ผู้ชมไปยังวิดีโอหลักต่อไป เช่นเดียวกับข้างต้นโฆษณาเหล่านี้ยังสามารถปรากฏก่อนระหว่างหรือหลังวิดีโอหลัก

ข้อกำหนด และขนาดไฟล์สูงสุดจะเหมือนกับโฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ แต่ความยาวของโฆษณาจะแตกต่างกัน โฆษณาแบบข้ามไม่ได้จะมีความยาวได้สูงสุด 20 วินาทีเท่านั้น (และในบางภูมิภาคขีด จำกัด คือ 15 วินาที) ดังนั้น คุณจะต้องได้รับคะแนนอย่างรวดเร็ว

5. โฆษณาบัมเปอร์

โฆษณาบัมเปอร์ คือ โฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ที่มีความยาวสูงสุด 6 วินาที สามารถดูได้ทั้งในเดสก์ท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่

รูปแบบโฆษณาใหม่บน YouTube เป็นอย่างไร

ขนาดไฟล์สูงสุด คือ 1GB และยอมรับรูปแบบไฟล์ต่อไปนี้: AVI, ASF, Quicktime, MP4 หรือ MPEG

6. การ์ดผู้สนับสนุน

การ์ดผู้สนับสนุนจะแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอหลัก เช่น ผลิตภัณฑ์ที่แสดงในวิดีโอ คล้ายกับโฆษณาซ้อนทับ แต่จะปรากฏบนหน้าจอเพียงไม่กี่วินาที หากผู้ชมต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถคลิกที่ไอคอนที่มุมขวาบนของวิดีโอ

การ์ดผู้สนับสนุนสามารถปรากฏในวิดีโอที่ดูทั้งบนมือถือและเดสก์ท็อป และยอมรับรูปแบบไฟล์ต่อไปนี้ JPG, GIF และ PNG อัตราส่วนของการ์ดต้องเป็น 1: 1 และขนาดสูงสุดคือ 5MB

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook

เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook

เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าอัลกอริทึมของ Facebook ได้มีการเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการลดเครื่องมือทำโฆษณาลง หรือเพิ่มความสามารถในการทำงานใหม่ ๆ ซึ่งทำให้นักการตลาดต้องมาอัปเดตการทำงานของเฟสบุ๊กอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถจับทางการทำงานของอัลกอริทึมได้ก่อน ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีมากขึ้นก่อนนั่นเอง

9 เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook

1. โพสต์เมื่อผู้ชมของคุณออนไลน์ หรือช่วงเวลาที่มีคนเข้าใช้งาน Facebook เป็นจำนวนมาก

ซึ่งหลายคนคงเลยได้ยินเรื่องนี้มาแล้วเป็นพันครั้ง ว่าโพสต์ช่วงเวลไหนบน Facebook แล้วได้รับผลตอบรับที่ดี แต่เราก็ต้องหาเวลามาศึกษษเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง เนื่องจาก Facebook มีการอัพเดต และมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา และความใหม่ หรือโพสต์ใหม่ ๆ ย่อมเป็นสัญญาณที่สำคัญ เมื่อโพสต์ใหม่ล่าสุดจะแสดงอยู่ด้านบนสุดของฟีดข่าว

และแน่นอนว่าทั้งหมดจะไม่สูญหายไปหากผู้ใช้พลาดโพสต์ (ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาโหลดฟีดข่าว แต่เจ้านายของพวกเขาเดินผ่านมาเพื่อให้พวกเขาปิดมัน) ยังมีโอกาสที่พวกเขาจะเห็นโพสต์นั้น เมื่อเข้าสู่ระบบในครั้งต่อไป “ตรรกะการชนที่ยังไม่ได้อ่าน” ของอัลกอริทึมหมายความว่า โพสต์ที่มองไม่เห็นจะถูก “เพิ่มลงในพื้นที่โฆษณาที่มีสิทธิ์สำหรับเซสชันนี้” หรือสามารถมองเห็นได้อีกนั่นเอง

2. ให้ผู้ชมของคุณตอบกลับซึ่งกันและกัน

เคล็ดลับนี้ มาจาก Facebook ของตัวเอง เห็นได้ชัดว่า หากโพสต์กระตุ้นให้เกิดการสนทนาระหว่างเพื่อนของผู้ใช้จำนวนมาก อัลกอริทึมจะใช้ “ตรรกะการแสดงความคิดเห็น หรือการโต้ตอบ เพื่อกระจายการมองเห็น” เพื่อแสดงโพสต์นั้นต่อผู้ใช้อีกครั้ง

นั่นหมายความว่า ผู้เริ่มต้นการสนทนาที่น่าสนใจที่สุด สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ในรูปแบบของโอกาสครั้งที่สอง หรือถ้ามีผู้สนใจหรือแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ก็จะสามารถมองเห็นโพสต์นั้นซ้ำได้อีกครั้งนั่นเอง

ซึ่งอัลกอริทึมได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหา ที่ผู้คนต้องการแบ่งปัน และพูดคุยกับเพื่อน ๆ (โปรดทราบว่านี่ไม่ได้หมายความว่าอัลกอริทึมต้องการให้คุณสร้างแรงบันดาลใจให้คนแปลกหน้าเข้าสู่การมีส่วนร่วม แต่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการนั่นเอง)

เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook

3. มุ่งสู่การแสดงความรู้สึกรัก มากกว่าความชอบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัลกอริทึมได้ให้ความสำคัญกับปุ่มแสดงความรู้สึกมากกว่าการกดไลค์แบบธรรมดา ดังนั้นกำหนดเป้าหมายความรู้สึกทางอารมณ์ในโพสต์ของคุณ ความรัก ความห่วงใย เสียงหัวเราะ ความเศร้า ความโกรธ หากคุณไม่แน่ใจว่าอะไรจะโดนใจผู้ชมของคุณ การวิเคราะห์ความรู้สึกทางโซเซียลมีเดียเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการติดตาม

4. การตอบกลับผู้ชมของคุณ

แม้ว่าเนื้อหาที่มีตราสินค้าของคุณ จะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าตัวใหม่ได้อย่างแท้จริง แต่ก็ยังคงสำคัญมากที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญ ในการสร้างความสัมพันธ์กับแต่ละคนในกลุ่มเป้าหมายของคุณ

ทำไมล่ะ? เนื่องจากอัลกอริทึม จะจัดลำดับความสำคัญของโพสต์ จากเพจที่ผู้ใช้โต้ตอบด้วยในอดีต ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มการตอบกลับของคุณ จะเป็นกุญแจสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ใน Messenger หรือความคิดเห็น

หากคนใช้เวลาในการพูดคุยกับแบรนด์ของคุณ อย่าเสียโอกาสที่จะทำให้พวกเขารู้สึกได้ยิน หรือคุณทำให้พวกเข้ารู้ว่าคุณยังมีตัวตนหรือแบรนด์ของคุณยังมีตัวตนอยู่ และสร้างความบรรเทิง ที่ทำให้พวกเขายิ้ม หรือสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาติดตาม

5. ข้ามอัลกอริทึมโดยใช้ Facebook Stories

สิ่งที่เกี่ยวกับ Facebook Stories ก็คือ Facebook Stories ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฟีดข่าว แต่จะอยู่ด้านบนของฟิตข่าวนั่นเอง และ Facebook Stories ไม่ได้ถูกควบคุมโดยอัลกอริทึม จากข้อมูลของ Facebook ยังเห็นว่า Facebook Stories ยังมีประสิทธิภาพ ในการเพิ่มการเข้าชมถึง 58% ของผู้คน กล่าวว่า พวกเขาเคยเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากดูเรื่องราว

Facebook Stories ควรโพสต์แบบไหน? จากการศึกษาของ Facebook ผู้คนมักกล่าวว่า พวกเขาต้องการสิ่งต่อไปนี้จากเรื่องราวที่มีแบรนด์ คือ

  • 52% ต้องการเรื่องราวที่เข้าใจง่าย
  • 50% ต้องการดูผลิตภัณฑ์ใหม่
  • 46% ต้องการคำแนะนำหรือคำแนะนำ

6. มีแนวโน้มที่จะสร้างกลุ่ม Facebook ที่มีแบรนด์ของคุณ

ข้อดีของการดำเนินธุรกิจกลุ่ม Facebook คือ การเปิดช่องทางอื่นให้คุณเชื่อมต่อกับลูกค้า แฟน ๆ และชุมชนของคุณ และนอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางที่สอง สำหรับเนื้อหาสำคัญที่จะเข้าถึงผู้ชมของคุณ อัลกอริทึมของ Facebook จะจัดลำดับความสำคัญของโพสต์ จากผู้ใช้ Groups ดังนั้น โพสต์ที่ได้รับการขยายในกลุ่มยอดนิยมจากผู้ที่ชื่นชอบ และแฟน ๆ จึงมีแนวโน้มที่จะเข้าถึงได้มากขึ้น

7. การไลฟ์สดบน Facebook

เนื่องจากวิดีโอถ่ายทอดสด หรือไลฟ์สดได้รับการมีส่วนร่วมมากกว่า วิดีโอทั่วไปถึง 6 เท่า ซึ่งอัลกอริทึมจึงชอบวิดีโอเหล่านี้มาก สำหรับแบรนด์ต้องใช้ความรู้เล็กน้อยในการคิดวิดีโอที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ และน่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณอยู่เสมอ

เคล็ดลับในการทำงานกับอัลกอริทึมของ Facebook

8. สร้างวิดีโอแบบยาว หรือวิดีโอเนื้อเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจ

เวลาในการรับชม และอัตราความสมบูรณ์ เป็นสัญญาณการจัดอันดับที่สำคัญสำหรับวิดีโอ เนื่องจากบ่งชี้ว่าผู้ชมสนุกกับวิดีโอมากพอที่จะดูวิดีโอทั้งหมดหรือไม่ กล่าวอีกในหนึ่ง คือ คุณทำให้ผู้คนสนใจได้นานเท่าไหร่ โพสต์วิดีโอของคุณ ก็จะได้รับคะแนนจากอัลกอริทึมสูงขึ้น และจะปรากฎขึ้นบนฟีดข่าวของ Facebook นั่นเอง

และยังเห็นว่า Facebook ยังให้คะแนน และจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหานี้สำหรับวิดีโอ ดังต่อไปนี้

  • ความชอบ และความตั้งใจ : ซึ่งจะทำให้วิดีโอที่ผู้คนค้นหา และกลับมาดู สามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวาง
  • ความยาว และระยะเวลาการดูวิดีโอ : คือ วิดีโอที่ผู้คนรับชมเกิน 1 นาที และมีความยาวมากกว่า 3 นาที ซึ่งถือว่าเป็นความยาวที่เหมาะสม และตอบสนองต่อผู้รับชมที่ดี
  • ความเป็นต้นฉบับ : คือ วิดีโอที่ไม่ได้ลอกเรียนแบบซ้ำจากแหล่งที่มาอื่น และมีเอกลักษณ์ และมีความเป็นต้นฉบับในแบบของตนเอง

9. อย่าโพสต์คลิกเบต หรือข้อมูลที่ผิด หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อื่น ๆ

ซึ่งอย่าทำสิ่งเหล่านี้เป็นอันขาด!! มิฉะนั้น อัลกอริทึมจะปิดกั้นการมองเห็นของคุณ ซึ่งข้อมูล หรือสิ่งที่ไม่ควรทำเลย จะยกตัวอย่างมา ดังนี้

  • ข้อมูลที่ผิด และข่าวปลอม
  • ข้อมูลด้านสุขภาพที่ทำให้เข้าใจผิด และ “การรักษา” ที่เป็นอันตราย
  • วิดีโอ Deepfake หรือวิดีโอที่มีการจัดการซึ่งถูกตั้งค่าสถานะว่า เป็นเท็จ โดยมีคำยืนยังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /